โบท็อกซ์ ทำงานยังไง ทำไมมีแต่ใครๆ ปลื้ม

ได้เวลาที่สาวๆ จะมาไขข้อข้องใจในเรื่องโบท็อกซ์กันแล้ว เพราะทุกคนอาจจะเคยได้ยิน เคยได้ทำ และเคยสัมผัสสิ่งมหัศจรรย์ที่โบท็อกซ์ทำได้กันมาแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วโบท็อกซ์ คืออะไรและทำงานอย่างไร วันนี้เรามาเรียนรู้กันเลยดีกว่าค่ะ

โบท็อกซ์ เป็นสารดีๆ จากธรรมชาติ เพราะเป็นการนำเอาสักดเอาโปรตีนออกมาจากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งบอกเลยว่าเจ้าโปรตีนที่สกัดได้เนี้ยมีชื่อทางการแพทย์ที่เรียกสั้นว่า โบท็อกซ์ การทำงานของโบท็อกซ์ คือการเข้าไปจับปลายประสาท กล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆ จะเกิดการผ่อนคลาย เมื่อมีสัญญาณกระตุ้นไม่ว่าจะเป็นการแสดงอารมณ์ หรือริ้วรอยตามกาลเวลาก็จะไม่มีผล เพราะกล้ามเนื้อได้ถูกสารโบท็อกซ์เข้าไปจับตัวปลายเส้นประสาทแล้ว ทำให้ริ้วรอยต่างๆ หายไป ช่วยปรับลดขนาดของกล้ามเนื้อ ช่วยให้หน้าเรียวขึ้นได้ และยังทำให้คุณดูอ่อนเยาว์อีกด้วย ซึ่งผลการรักษาที่ดีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ การฉีดโบท็อกซ์นั้น ถูกวิธีเท่านั้น เพราะเวลาฉีดแพทย์จะเลือกฉีดในบางกล้ามเนื้อที่เท่านั้น ทำให้คุณสามารถแสดงอารมณ์ได้อย่างเป็นปกติ ซึ่งข้อดีของการฉีดโบท็อกซ์อีกอย่างหนึ่งคือ ไม่ต้องผ่าตัด บางครั้งไม่ต้องฉีดยาชา แพทย์บางคนใช้น้ำแข็งประคบในบริเวณที่ต้องการจะฉีดเท่านั้น แผลก็มีขนาดเล็กมากและใช้เวลาทำไม่นานด้วย ส่วนผลการรักษา แม้ว่าจะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ไม่ได้เป็นผลแบบถาวร แต่การฉีดโบท็อกซ์สามารถฉีดได้ต่อเนื่องเรื่อยๆ ตามที่คนไข้ต้องการเลยค่ะ

ด้วยประสิทธิภาพและการรักษาที่เห็นผลดี ผลข้างเคียงน้อยอย่างนี้นี่เองที่ทำให้ โบท็อกซ์ กลายเป็นการศัลยกรรมอันดับต้นๆ ที่หลายคนนึกถึง เอาเป็นว่าสาวๆ หนุ่มๆ คนไหนที่อยากจะเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองละก็ ไปลองโบท็อกซ์กันดูรับประกันว่าจะต้องติดใจอย่างแน่นอน

 

เสริมหน้าผาก ให้โหนกอย่างใจทำได้จริง

การมีหน้าผากที่โหนกนูน ตามศาสตร์ของโหงวเฮ้งแล้วถือว่าคนผู้นั้นจะโชคดี มีเงินมีทองใช้ไม่ขาดมือ เพราะหน้าผากเป็นตำแหน่งรับทรัพย์ แต่ในด้านความสวยความงาม หน้าผากที่โหนกนูนนั้นทำให้หน้าดูมีมิติ แต่งหน้าได้หลายแนว ดูหน้ายาวขึ้น เพราะมีหน้าผากที่สวยได้รูป ดังนั้นหลายๆ คนจึงอยากจะมีหน้าผากที่โหนกนูนกัน วันนี้เรามีทางลัดหน้าผากสวยได้รูปมาแนะนำกัน ซึ่งการทำศัลยกรรมเสริมหน้าผาก สามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

การฉีดไขมันตัวเอง หรือที่เรียกว่า Fat Grafting ซึ่งเป็นการดูดไขมันในส่วนที่เราไม่ต้องการมาใช้ เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา จากนั้นคุณหมอจะนำมาปั่นแยกเอาเฉพาะเซลล์ไขมัน แล้วนำกลับไปฉีดบริเวณหน้าผาก ซึ่งจะเรียกว่าเป็นการปลูกถ่ายเซลล์ไขมันก็ได้

  • การผ่าตัด วิธีนี้จะมีทั้งแบบ เสริมด้วยกระดูดแผ่นเทียม และเสริมด้วยแผ่น Goretex ซึ่งต้องใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 2-3 ชั่วโมง และอาจจะมีแผลขนาดใหญ่ แต่วัสดุที่ใส่เข้าไปสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างได้ และไม่เกิดการระคายเคือง
  • การเสริมด้วย ซิลิโคลน ก็เป็นอีกวัสดุหนึ่งที่เป็นที่นิยมและใช้เสริมส่วนต่างๆ หลายจุด ซึ่งข้อดีคือ เสริมแล้วอยู่ได้นาน
  • การฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งเป็นการเสริมหน้าผากที่เหมาะกับคนที่มีหน้าผากแบนเล็กน้อย หน้าผากบุ๋ม หรือเสริมเฉพาะจุดเท่านั้น แต่หากใครที่มีหน้าผากแบนสุดๆ แล้วอยากได้หน้าผากที่ดูโหนกมากๆ วิธีนี้ไม่เหมาะอย่างยิ่ง

การจะเลือกว่าจะใช้วิธีไหนในการเสริมหน้าผาก งานนี้คงต้องปรึกษาคุณหมอและการตัดสินใจของคุณเองร่วมด้วย แต่อย่าลืมที่จะถามให้ระเอียดว่าแต่ละแบบ แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร เพื่อให้ได้หน้าผากโหนกอย่างที่ใจคุณต้องการและไม่อันตรายต่อร่างกายของคุณด้วย

สถานเสริมความงามที่ไหน ปลอดภัยที่สุด

สถานเสริมความงาม
สถานเสริมความงาม

ต้องยอมรับจริงๆ ว่า หนุ่มๆ สาวๆ ยุคใหม่ ให้ความสนใจในการทำศัลยกรรมมากขึ้น เพราะบอกเลยการทำศัลยกรรม ในปัจจุบันไม่อันตรายอีกต่อไป มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาทำให้การจะเพิ่มโน้นเติมนี้ก็มีทางเลือกให้ทุกท่านได้เลือกมากมาย แถมสถานเสริมความงามยังมีให้เลือกจนละลานตาอีกด้วย แต่การจะเลือกสถานเสริมความงามที่ดีนั้นควรดูจากอะไร ไปทำความเข้าใจกันเลย

  1. ก่อนจะทำศัลยกรรม คุณควรหาข้อมูลในการทำศัลยกรรมให้ดีเสียก่อน เมื่อพูดคุณกับแพทย์จะได้เข้าใจอย่างรวดเร็ว รวมทั้งคุณจะได้ตัดสินใจไว้ล่วงหน้าว่าอยากทำแบบไหน อย่างไหร่
  2. การเลือกสถานเสริมความงามควรเลือกดูสถานเสริมความงามที่มีหลักแหล่งแน่นอน ควรจะมีชื่อเสียงสักหน่อย เพื่อเป็นหลักประกันว่า แพทย์ที่ลงมือศัลยกรรมให้คุณเป็นผู้มีประสบการณ์
  3. ที่ตั้งของสถานเสริมความงามก็สำคัญไม่น้อย เพราะหลังจากทำศัลยกรรมแล้วคุณต้องเดินทางกลับที่พัก จึงควรตั้งอยู่ในที่ๆ เดินทางได้สะดวก ซึ่งคุณไม่ควรขับรถเอง เพราะอาจจะยังเจ็บแผลอยู่
  4. เมื่อได้ไปปรึกษาแพทย์ก่อนการผ่าตัด ควรสำรวจสถานที่เสริมความงามอย่างถี่ถ้วน ว่ามีมาตรฐานระดับไหน ซึ่งควรจะมีความสะอาด และระบบการจัดการที่มีมาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง
  5. ก่อนการทำศัลยกรรม คุณควรจะปรึกษาคนรอบข้าง และครอบครัวให้เรียบร้อยก่อน เพื่อให้ตัวคุณเองได้ฟังข้อดีข้องเสียจากหลายๆ ปาก รวมทั้งควรปรึกษาผู้ที่เคยทำมาก่อนด้วย เพราะจะได้ความรู้จากประสบการณ์ตรง

ซึ่งการทำศัลยกรรมในปัจจุบัน ก้าวไกลและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาก ทำให้ไม่ได้น่ากลัวอย่างในสมัยก่อน สิ่งหนึ่งที่ผู้ทำต้องใส่ใจคือ การเลือกชนิดและวิธีทำที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด เพราะตอนนี้การศัลยกรรมในส่วนต่างๆ มีหลายวิธีให้เลือกมากๆ จึงควรศึกษาหาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะทำจึงเป็นทางที่ดีที่สุด

 

อกอึ๋มทันใจด้วย Fat Grafting

การศัลยกรรมหน้าอก ในตอนนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การยัดซิลิโคนอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกดีๆ อย่างการทำ Fat Grafting หรือฉีดไขมันตัวเองเพื่อเสริมหน้าอก ซึ่งบอกเลยว่าเป็นทางเลือกที่ดี เจ็บตัวน้อย และให้ผลระยาวที่ดีกว่าด้วย เพราะการเสริมหน้าอกด้วยการทำฉีดไขมันตัวเองเข้าไปมีข้อดีหลายประการมากๆ มีอะไรบ้างนั้นวันนี้เราไปดูกันเลย

  1. ไม่มีรอยผ่าตัดขนาดใหญ่ จะมีเพียงรอยเข็มฉีดเท่านั้น ทำให้คนไข้สามารถฟื้นตัวได้เร็วว่า การบาดเจ็บของเนื้อเยื่อน้อยกว่า ความเจ็บปวดหลังผ่าตัดจึงน้อยกว่าการเสริมด้วยซิลิโคน
  2. การทำ Fat Grafting ยังช่วยลดไขมันในบริเวณที่เราไม่ต้องการไปพร้อมๆ กันด้วย เรียกว่าได้ทั้งอึ๋ม ได้ทั้งหุ่นผอมเพียวในเวลาเดียวกัน
  3. ไขมันที่ใส่เข้าไปในหน้าอกเป็นไขมันจากตัวเราเอง ไม่ต้องมีสิ่งแปลกปลอมอะไรใส่เข้าไปในร่างกาย ทำให้ร่างกายเราไม่ต่อต้าน
  4. เมื่อทำแล้วให้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติ ดูเป็นหน้าอกธรรมชาติ สัมผัสดูก็ไม่รู้เพราะไม่มีสิ่งแปลกปลอมอะไร
  5. ไขมันของเราที่ฉีดเข้าไปอยู่ได้แบบไม่มีหมดอายุและไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาพังผืดเกาะและหดรัดด้วย

แม้ว่าจะมีข้อดีมากมาย แต่ข้อเสียก็มีอยู่เล็กน้อย เพราะเมื่อดีกว่าราคาก็มักจะแพงกว่า และในการเสริมแต่ละครั้งจะต้องทำให้ปริมาณที่จำกัดคือเพิ่มขึ้นประมาณ 1CUP เท่านั้น แต่สามารถทำเพิ่มครั้งที่ 2 ได้ ส่วนอีกหนึ่งข้อจำกัดที่น่าเห็นใจสุดๆ คือ บางคนที่ผอม ไม่มีไขมันในตัวมากนัก ทำให้ไม่สามารถดูดไขมันออกมาใช้ในปริมาณมากๆ ได้ ใครที่มีไขมันมากๆ อยากจะระบายออกให้เกิดประโยชน์และเกิดความสวยละก็ ใช้บริการ Fat Grafting รับประกันว่าคุณจะได้หน้าอกตูมๆ แบบทันใจ ไม่เจ็บตัว ไม่เป็นแผล และยังไม่เป็นอันตรายต่อตัวคุณเองอีกด้วย

 

 

 

มีอยู่จริงหรือ อาการดื้อโบท็อกซ์

หลายคนที่ชื่นชอบการฉีดโบท็อกซ์ แต่อยากจะประหยัดเงินในกระเป๋าด้วยการไปฉีดโบท็อกซ์ราคาถูกที่ไม่รู้ว่าได้มาตรฐานรึเปล่า บอกเลยว่าเสี่ยงอย่างสุดๆ เพราะนอกจากจะเสี่ยงฉีดแล้วไม่เห็นผล แล้วยังจะเสี่ยงกับอาการดื้อโบท็อกซ์ อีกด้วย

โดยอาการของการดื้อโบท็อกซ์ เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้จริง และแสดงอาการที่ชัดเจนไม่น้อง เพราะคนที่ดื้อโบท็อกซ์เมื่อฉีดเข้าไปแล้วไม่เห็นจะไม่เห็นผล ต้องฉีดซ้ำในปริมาณที่มากขึ้น ทำให้สินเปลืองโดยใช่เหตุ ซึ่งต้นเหตุของอาการดื้อโบท็อกซ์ เกิดจากที่เราเคยไปฉีดโบท็อกซ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน โบท็อกซ์ที่ไม่บริสุทธิ หรือโบท็อกซ์ที่ไม่ผ่าน อย. นั้นเอง และเมื่อเราฉีดเจ้าโบท็อกซ์ที่ไม่ได้มาตฐานเข้าไป ร่างกายของเราจะถูกกระตุ้นให้สร้างสารแอนตี้บอดี้ เข้ามาจับสารโบท็อกซ์ที่เราฉีด พอเราฉีดโบท็อกซ์ครั้งต่อๆ ไป มันก็จะไม่เห็นผลเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นทางแก้ที่ง่ายที่สุด คือ ก่อนที่คิดจะฉีดโบท็อกซ์ต้องดูให้ดีก่อนว่า โบท็อกซ์ที่ใช้ฉีดให้เราบริสุทธิได้มาตรฐานหรือไม่ ซึ่งด่านแรกที่สังเกตได้ง่ายๆ คือ โบท็อกซ์ที่มีราคาถูกจนผิดปกติ ให้ระวังเอาไว้เลยว่าเป็นโบท็อกซ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ทางที่ดีควรฉีดในสถานเสริมความงามที่มีมาตรฐาน อย่าไปหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อหรือฉีดกับหมอกระเป๋าเป็นอันขาด เพราะอย่าลืมว่า ฉีดพลาดแค่ครั้งเดียว ดื้อโบท็อกซ์ไปตลอดชีวิต หมดความมั่นใจกันเลยทีเดียวนะคะ

ใครที่อยากจะสวยแบบไม่ต้องเสี่ยงก็อย่าลืมว่า เคล็ดลับง่ายๆ ของการฉีดโบท็อกซ์ที่ปลอดภัย คือการเลือกทำที่สถานเสริมความงามที่ได้มาตรฐาน เพื่อความสวยที่ยั้งยืนและสุขภาพร่างกายสุขภาพจิตของตัวเราเองด้วยค่ะ

 

 

ศัลยกรรม เปลี่ยนชีวิตคนเราได้จริงหรือ

ในสังคมปัจจุบัน การศัลยกรรม กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใครหลายคนไปแล้ว จึงทำให้บางครั้งการศัลยกรรมเป็นเรื่องน่าปวดหัวของคนรอบข้างที่ไม่เข้าใจประโยชน์ของการศัลยกรรมจริงๆ ว่ามีอะไรบ้าง วันนี้เราลองดูประโยชน์ของการศัลยกรรม และมาดูว่ามันจะสามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้จริงรึเปล่า

ก่อนที่จะทำศัลยกรรม คุณควรจะหาข้อมูลอย่างระเอียดซะก่อน เปรียบเทียบชนิด วิธี และเลือกสถานที่ๆ ได้มาตรฐาน เลือกฝีมือหมอที่มีชื่อเสียง และที่สำคัญควรเรียนรู้ที่จะทำศัลยกรรมอย่างพอดี ทำเพียงแค่นี้รับประกันว่า การทำศัลยกรรมจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้อย่างแน่นอน เพราะการศัลยกรรมจะเปลี่ยนจากคนหน้าตาธรรมดา ไม่เคยมีใครสนใจ ไม่เคยเป็นจุดศูนย์กลาง กลับกลายเป็นคนที่ดูดีขึ้น กลายเป็นได้รับความสนใจ ได้รับความชื่นชม ทำให้คนๆ หนึ่ง มั่นใจในหน้าตาและรูปร่างกล้าที่จะทำทุกกิจกรรมในชีวิต เสริมสร้างความภูมิฐาน ทำให้มีบุคลิกภาพที่ดี ไม่ว่าจะจะในรูป หน้าสด หน้าตรง หรือในวันสบายๆ คุณก็จะสามารถมั่นใจขึ้นได้ ซึ่งความมั่นใจเหล่านี้เป็นสิ่งที่อาจจะนำพาสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสมัครงาน การทำงาน แม้กระทั้งในเรื่องของความรักก็ตาม ความมั่นใจมีส่วนช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การทำศัลยกรรม เป็นการเปลี่ยนชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น เพราะไม่ว่าใครก็อยากจะพัฒนาตนเองให้ดูดี เมื่อดูดีแล้วก็เชื่อว่าโอกาสต่างๆ ก็จะเข้ามาหาคุณเองอย่างแน่นอน

ดังนั้นอย่างมั่วแต่รอโชคชะตามาเปลี่ยนชีวิตคุณให้ดีขึ้นเลยค่ะ ลองเปลี่ยนชีวิตตัวเองด้วยการมองหาสถานเสริมความงามที่ได้มาตรฐานใกล้ๆ บ้านคุณ แล้วลองเข้าไปปรึกษาหาความรู้ดู บอกเลยว่าการศัลยกรรมอาจจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล ได้โอกาสใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตคุณก็เป็นได้

 

ศัลยกรรมหน้าเรียว ทำได้หลายวิธี

ทำหน้าเรียว
ทำหน้าเรียว

การศัลยกรรมหน้าเรียว หรือที่เรียกติดปากกันว่าทำหน้าทรงวีเชฟ เป็นกระแสที่กำลังมาแรงแบบสุดๆ ในบ้านเรา เพราะการมีใบหน้าที่เรียวยาวได้รูปนั้น ส่งผลโดยตรงต่อใบหน้าโดยรวมของเราได้ ซึ่งการทำศัลยกรรมปรับรูปหน้าเกาหลีให้หน้าเรียวก็สามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

  1. การฉีดโบท็อกซ์ ซึ่งเป็นการฉีดโบท็อกซ์เข้าไปบริเวณกราม เพื่อลดขนาดของเนื้อบริเวณกรามลง ใบหน้าของเราก็จะดูเรียวขึ้นได้ แต่การฉีดโบท็อกซ์ 1 ครั้ง จะสามารถอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน จึงต้องมีการฉีดที่สม่ำเสมอ
  2. การผ่าตัดกราม คือการผ่าตัดเหลากรามของเราให้เล็กลง เหมาะสำหรับผู้ที่มีกรามขนาดใหญ่นั้นเอง วิธีนี้ได้ผลอย่างถาวร แต่มีค่าใช้จ่ายประมาณ 6 หมื่นบาทขึ้นไป
  3. การฉีดแก้ม ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีแก้มใหญ่ เมื่อฉีดแล้วจะสามารถลดไขมันบริเวณแก้มของเราลงได้ แต่จำเป็นต้องฉีดเป็นประจำทุกสัปดาห์กันเลยทีเดียว
  4. การเสริมคาง เป็นอีกวิธีที่ทำให้หน้าดูเรียวขึ้นได้ เพราะบางคนมีปัญหาค้างสั้น เมื่อเสริมค้างเข้าไปด้วยการฉีดฟิลเลอร์ ก็จะช่วยให้หน้าดูยาวและเรียวขึ้น
  5. การร้อยไหมละลาย เป็นเทคนิคของประเทศเกาหลี ที่ใช้ไหมชนิดพิเศษฉีดเข้าไปบริเวณใต้ผิวหน้าเรา ซึ่งทำแล้ว สามารถอยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 2 ปี
  6. การจัดฟัน แม้แพทย์จะไม่แนะนำให้จัดฟัน สำหรับผู้ที่ไม่มีปัญหาโครงสร้างของฟัน แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันว่าการจัดฟัน ช่วยให้หน้าเรียวขึ้นได้ เพราะการจัดฟันจะเข้าไปปรับโครงสร้างกรามและฟันใหม่ ทำให้หน้าของผู้ทำเปลี่ยนแปลงไปได้

นอกจากนี้ยังมีวิธีการช่วยให้หน้าเรียวแบบไม่ต้องทำศัลยกรรมอีกหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การนวดหน้าเรียว การแต่งหน้าช่วย ทรงผม การรับประทานอาหาร หรือแม้กระทั้งการออกกำลังกาย แต่หากจะหน้าเรียวแบบรวดเร็วทันใจและสวยในทุกองศา บอกเลยว่าคงต้องเพิ่ง ศัลยกรรมหน้าเรียวเท่านั้นจ๊ะ

สวยปิ๊งด้วยเบกกิ้งโซดา

เบกกิ้งโซดา
เบกกิ้งโซดา

สาวๆก็ต้องคู่กับความสวยเป็นธรรมดา แต่กว่าที่สาวๆจะสวยขึ้นได้มันคงต้องอาศัยการบำรุงหลายๆทาง นอกจากจะใช้เครื่องสำอางหรือครีมบำรุงผิวแล้ว ของใช้ในบ้านบางอย่างก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อบำรุงผิวหรือความสวยได้เช่นกัน

อย่างที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้เป็นการใช้ของใช้ในครัวที่มีชื่อว่า “เบกกิ้งโซดา” ของใช้มากประโยชน์ที่คุณควรจะต้องทำความรู้จักกันไว้เลย เพราะสิ่งๆนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำขนมหรือล้างผักเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีคุณสมบัติอื่นๆอีกมากมาย ที่จะช่วยเสริมสวยให้คุณได้ตั้งแต่เส้นผมจดปลายเท้า

หากคุณยังไม่ทราบว่า เบกกิ้งโซดามีความมหัศจรรย์มากน้อยเพียงใด ลองมาเรียนรู้ 10 สูตรสวยปิ๊งด้วย “เบกกิ้งโซดา” กันดีกว่า

ขอเริ่มต้นที่การขัดผิวเพื่อขับความงามกันก่อน ถ้ารู้สึกว่าผิวช่วงนี้ต้องรัศึกหนักจากแสงแดด หรือสารเคมี อย่ารีรอที่จะหยิบเบกกิ้งโซดามาใช้ดู เพราะสิ่งนี้สามารถขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกได้ง่ายๆ

วิธี ผสมเบกกิ้งโซดา 3 ส่วน กับน้ำเปล่า 1 ส่วน ตามด้วยข้าวโอ๊ตอีก 1 ส่วน นำมาขัดผิวกายวนเป็นวงกลม ขัดเบาๆ แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น

เบกกิ้งโซดากำจัดสิ่งตกค้างบนเส้นผม

หากคุณเป็นคนชอบทำผม ฉีดสเปรย์ ลงมูส หรือใช้แวกซ์อยู่บ่อยๆ แค่แชมพูสระผมอย่างเดียวคงเอาไม่อยู่ ถ้าอยากมีเส้นผมที่แข็งแรงจำเป็นต้องลองใช้เบกกิ้งโซดาเป็นตัวช่วยดูด้วย นอกจากนี้ เบกกิ้งโซดายังช่วยขจัดเอาผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมออกจากเส้นผมได้ง่ายๆด้วย

วิธี ผสมเบกกิ้งโซดาปริมาณเล็กน้อยละลายเข้ากับแชมพู จากนั้นจึงนำไปสระผมตามปกติ

เบกกิ้งโซดาบำรุงเล็บ

สาวๆที่ชอบเปลี่ยนสีเล็บอยู่บ่อยๆ หรือสนุกสนานกับการแต่งแต้มสีสันบนเล็บมือ คุณอาจจะต้องเจอกับปัญหาเล็บเหลืองหรือจมูกเล็บแห้งกร้านได้ง่ายๆ มาแก้ไขด้วยวิธีนี้สิค่ะ

วิธี ใช้แปรงขัดเล็บแตะเบกกิ้งโซดาเล็กน้อย ละลายน้ำนิดหน่อย จากนั้น นำมาขัดเบาๆ ให้ทั่วเล็บ แล้วล้างเล็บออกด้วยน้ำอุ่น

เบกกิ้งโซดารักษาหนังเท้าด้าน

ใครที่เท้าด้านสามารถใช้เบกกิ้งโซดาขัดเท้าให้เนียนนุ่มมากขึ้นได้

วิธี ละลายเบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะในน้ำอุ่น หยดน้ำมันหอมระเหยไป 1-2 หยด จากนั้นจึงแช่เท้าลงไปตามสบาย เมื่อแช่เท้าเสร็จแล้วให้ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ทาเพิ่มความชุ่มชื้นด้วย

อาบน้ำผสมเบกกิ้งโซดา

น้ำผสมเบกกิ้งโซดาจะช่วยปรับสมดุลกรด-ด่างของผิว ลดอาการระคายเคือง และยังช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกให้หลุดออกจากผิวได้ง่าย

วิธี ก่อนอาบน้ำให้ผสมเบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วยตวงลงไปด้วย

เบกกิ้งโซดาดับกลิ่นกาย

คนไหนที่รู้ตัวว่ามีกลิ่นตัวที่รุนแรง นอกจากจะใช้โรลออนดับกลิ่นกายแล้ว ก็สามารถใช้เบกกิ้งโซดาดับกลิ่นกายได้เช่นกัน

วิธี ผสมเบกกิ้งโซดา 4 ช้อนโต๊ะ กับออยล์บำรุงผิว จากนั้น ใช้แปรงทาแตะส่วนผสมแล้วนำมาทาใต้วงแขนให้ทั่ว จะช่วยลดกลิ่นกายได้

เบกกิ้งโซดารักษาสิว

นอกจากยารักษาสิวหรือผงพิเศษแล้วก็สามารถใช้เบกกิ้งโซดามาสก์หน้ารักษาสิวได้เช่นกัน

วิธี ละลายเบกกิ้งโซดากับน้ำ จากนั้นนำมาแต้มบริเวณหัวสิว วิธีนี้จะช่วยให้หัวสิวแห้งและหลุดไปได้เร็วขึ้น

ข้อควรระวัง ห้ามทำเช่นนี้กับสิวซีสต์หรือสิวที่เกิดจากการแพ้ครีมเด็ดขาด

เบกกิ้งโซดาฟอกฟัน

เบกกิ้งโซดาจะช่วยขัดให้ผิวฟันขาวสดใสขึ้นได้ และนอกจากวิธีนี้จะช่วยทำให้ฟันขาวขึ้นแล้ว เบกกิ้งโซดายังช่วยลดแบคทีเรียและคราบสกปรกต่างๆ ได้อีกด้วย

วิธี ใช้แปรงสีฟันเปียกน้ำมาแตะเบกกิ้งโซดาเล็กน้อย ก่อนจะนำไปแปรงฟันให้ทั่วปาก ตากนั้นจึงแปรงสันด้วยยาสีฟันตามปกติ หรือถ้าใครกลัวจะแรงเกนไปให้ละลายเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา กับน้ำประมาณ 1/4 แก้ว จากนั้นนำมากลั้วปากให้ทั่ว

เบกกิ้งโซดากำจัดสิว

ใครมีสิวอุดตัน หรือสิวอื่นๆ สามารถใช้เบกกิ้งโชดาช่วยทำความสะอาดสิ่งอุดตันตัน ในขณะเดียวกัน ควรใช้ร่วมกับน้ำผึ้ง เพราะจะมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้ เมื่อนำทั้งสองสิ่งมาผสมกัน จะยิ่งเพิ่มคุณสมบัติให้ใบหน้าของคุณสะอาดใสไร้สิวได้ดีมากขึ้นอย่างแน่นอน

วิธี ผสมเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา กับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ นำมาถูบนฝ่ามือ จากนั้นจึงนำไปนวดวนบนใบหน้า อย่าเพิ่งรีบล้างออก ให้ทิ้งไว้ก่อนประมาณ 1 นาที จากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

เบกกิ้งโซดาสช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร

ไม่ว่าจะเป็นโรคกรดในกระเพาะ โรคกรดไหลย้อน หรือโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ก็สามารถบรรเทาได้ด้วยเบกกิ้งโซดา เนื่องจากเบกกิ้งโซดามีฤทธิ์เป็นด่าง ซึ่งจะเข้าไปช่วยปรับสมดุลของกรดในท้องได้

วิธี ละลายเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชากับน้ำอุ่น 1 แก้ว คนให้เข้ากัน แล้วกลั้นใจดื่มจนหมดแก้ว

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า เบกกิ้งโซดามีประโยชน์อย่างมากมายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใครอยากบำรุงร่างกายด้วยของราคาไม่แพง แนะนำให้ไปลองหาเบกกิ้งโซดามาติดบ้านไว้เลย ไม่ผิดหวังแน่นอน!

สูตรกำจัดรังแคด้วยสมุนไพร

รังแค
รังแค

เพราะปัญหารังแคคือปัญหาที่ทั้งคุณผู้หญิงและผู้ชายประสบกันมาก เพราะรังแคเป็นสิ่งที่คนทั้งหลายควบคุมไม่ได้ แม้จะมียาสระผมสูตรพิเศษออกมาวางขายมากมาย ก็ยังไม่สามารถกำจัดรังแคได้ทั้งหมด แถมบางสูตรยังทำให้เกิดผลกระทบอย่างอื่นข้างเคียง หรือทำให้เกิดอาการแพ้ได้ด้วย

สาเหตุของรังแคเกิดมาจากการหลุดลอกของหนังศีรษะชั้นนอกสุด สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยๆโดยเฉพาะในช่วงที่ผิวหนังมีลักษณะแห้งมากๆหรือหนังศีรษะได้รับสารเคมีรุนแรงเป็นประจำ ดังนั้น ใครที่ผ่านการใช้น้ำยาดัดผม น้ำยาโกรกสีผม แชมพูแรงๆ และอื่นๆ ก็จะทำให้หนังศีรษะเกิดการเร่งผลัดเซลล์ผิวในอัตราเร็วกว่าปกติ ทำให้หนังศีรษะเซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดออกเป็นเกร็ดขาวๆ หรือที่เราเรียกว่า “รังแค“ นั่นเอง

ใครที่กำลังเหนื่อยใจกับการเลือกยาสระผมกำจัดรังแค แต่อยากให้อาการนี้หายไปไวๆ อยากให้ลองมองหาวิธีขจัดรังแคด้วยสูตรสมุนไพรดูกันสักนิด เพราะมันเป็นวิธีธรรมชาติที่สามารถหาได้จากวัตถุดิบไม่ไกลจากเรา ใครพร้อมที่จะเรียนรู้สูตรที่ว่านี้ ตามมาดูกันได้เลยค่ะ
1. ไข่แดงผสมน้ำมะนาว

วิธีทำเริ่มจากผสมไข่แดง 1 ฟอง ตีไข่แดงให้แตก ผสมกับน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำสะอาดประมาณ 1 ถ้วย จากนั้นนำมาตีผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาชโลมให้ทั่วศรีษะ ทิ้งไว้ 5-10 นาที เมื่อครบเวลาล้างส่วนผสมออกจากผมสะอาด แล้วสระด้วยแชมพูอ่อนๆ
2. ผมนุ่มด้วยน้ำมะกรูด

วิธีทำเริ่มจากคั้นน้ำมะกรูด แล้วนำมาชโลมผมให้ทั่ว ทิ้งไว้สัก 5 นาที มือขยี้ผมและนวดหนังศีรษะเบาๆ จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด โดยหลังจากที่สระผมเสร็จแล้วให้ตามด้วยแชมพูอ่อนๆ อีกครั้ง

มะกรูดจะช่วยให้ผมนุ่มเงางาม กลิ่นหอมช่วยให้อารมณ์ดี และส่วนประกอบในน้ำมะกรูดยังช่วยขจัดรังแคได้ดีอีกด้วย หรือ

3. ตะไคร้ไล่รังแค

วิธีทำเริ่มจากทุบตะไคร้สดจำนวน 3 ต้น ให้แตกละเอียด (เพื่อให้น้ำซึมออกมา) แช่น้ำ 1 ลิตร และทิ้งประมาณ 30 นาที แล้วใช้มือขยำให้น้ำตะไคร้ออกมา จากนั้นนำน้ำตะไคร้ที่ได้มาชโลมผมให้ทั่ว หมักทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำติดต่อกันสักระยะหรือจนกว่ารังแคจะหายไป
4. น้ำซาวข้าวอย่าเพิ่งทิ้ง

วิธีทำเริ่มจากการซาวข้าว และตั้งน้ำซาวข้าวไว้จนตกตะกอน จากนั้นเทน้ำซาวข้าวใสๆข้างบนทิ้งไป แล้วเอาส่วนที่เหลือมาชโลมให้ทั่วศีรษะ แล้วทิ้งไว้ 15 นาที จากนั้นจึงค่อยล้างออกให้สะอาด

หลังจากซาวช้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว น้ำซาวข้าวที่เหลืออย่าเพิ่งทิ้งนะคะ ในนั้นอุดมไปด้วยวิตามินมากมายเลยละ และจะช่วยในการบำรุงผมได้อย่างแน่นอน
5. บำรุงด้วยกระเทียมและน้ำมันละหุ่ง

วิธีการเริ่มจากนำกระเทียมจำนวน 20 – 30 กลีบใหญ่มาปั่นให้ละเอียด เติมน้ำมันละหุ่ง น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น หรือน้ำมันมะกอกประมาณ 1 ถ้วย นำไปตั้งไฟด้วยความร้อนปานกลาง ค่อยๆเคี่ยวกระเทียมกับน้ำมันไปสักประมาณ 15 นาที แล้วจึงปิดไฟทิ้งไว้ให้เย็น เมื่อเย็นแล้วจึงนำส่วนผสมที่ได้มาชโลมให้ทั่วศีรษะ หมักผมประมาณ 15 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด

กระเทียมเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรสารพัดประโยชน์ที่มีคุณสมบัติช่วยรักษาผมร่วงและรังแคได้ดีมากๆ ส่วนน้ำมันละหุ่งก็ช่วยบำรุงเส้นผมได้ดี โดยหากไม่มีน้ำมันละหุ่งอาจใช้เป็นน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น หรือน้ำมันมะกอก เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
6. ส้มป่อย

วิธีทำเริ่มจากนำเอาฝักส้มป่อยที่แก่และแห้ง 5-6 ฝักมาหักเป็นท่อนๆ จากนั้นนำไปต้มกับน้ำสะอาดประมาณ 1 ลิตร เมื่อต้มไปสักพักน้ำจะเริ่มเปลี่ยนสีแสดงว่าใช้ได้ แล้วจึงยกลงมาตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ใช้มือตีจนเกิดฟองแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง นำน้ำที่ได้มาใช้สระผม ทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก

หากใครหาสมุนไพรตัวนี้ได้ คุณจะได้รับการบำรุงหนังศีรษะได้เป็นอย่างดี
7. ว่านหางจระเข้ หาง่ายใช้ดี

วิธีทำเริ่มจากการนำเอาใบว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกสีเขียวออก ล้างเอาเมือกออกจากวุ้นให้หมด แล้วนำไปปั่นหรือบดให้ละเอียดให้ได้ปริมาณประมาณ 1 ถ้วย แล้วจึงนำไปหมักให้ทั่วศีรษะประมาณ 30 นาที แล้วจึงล้างออกให้สะอาด

8. น้ำแอปเปิลไซเดอร์บำรุงอย่างล้ำลึก

วิธีทำเริ่มจากนำน้ำแอปเปิลไซเดอร์มาอุ่นให้ร้อน ราดลงไปบนศีรษะให้ทั่ว แล้วนวดหนังศีรษะด้วยปลายนิ้วอย่างเบามือ จากนั้นนำผ้าขนหนูมาคลุมไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วจึงสระผมตามปกติ
9. น้ำชาผสมน้ำมะนาว

วิธีทำเริ่มจากผสมน้ำชา 1 ถ้วยเล็กกับน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนำมาหมักเส้นผมและหนังศีรษะ 20 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด

น้ำชาผสมน้ำมะนาวจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว กำจัดเชื้อรา และยังช่วยให้เส้นผมเงางามมากขึ้นได้
10. ประคำดีควาย

วิธีทำเริ่มจากนำเอาผลประคำดีควายแห้ง 5 ผล มาทุบให้พอแตก แล้วนำไปต้มกับน้ำประมาณ 1 ถ้วย ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วจึงนำมาทาที่หนังศีรษะบริเวณที่เป็นรังแค ทาอย่างสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง ไม่นานรังแคจะหายไป

ลองเลือกสูตรที่คุณชอบ และสามารถหาวัตถุดิบได้ง่าย ทำอย่างต่อเนื่อง แล้วคุณจะพบกับผลลัพธ์ที่สัมผัสได้จริง

วิธีรักษาสิวเพื่อผิวสุขภาพดี

สิวเป็นปัญหาที่กวนใจวัยรุ่นมานานแสนนาน แล้วเราต่างก็หาวิธีแก้ปัญหามานานมากแล้ว เราจำเป็นต้องแก้ปัญหานี้จากต้นเหตุ โดยเราต้องมาดูกันว่าสิวของเรานี้เกิดจากอะไรกันบ้าง เช่น

สิว
สิว

1.สิว ฮอร์โมน สิวประเภทนี้มักจะเกิดกับวัยรุ่นที่ก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้สิวขึ้น เราสามารถดูแลสิวประเภทนี้ได้จากการดูแลทั่วไป โดยการกินอาหารที่มีประโยชน์ ล้างหน้าให้สะอาด และพักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะสามารถลดสิวประเภทนี้ได้

2.สิว เกิดจากเครื่องสำอาง สิวประเภทนี้เกิดจากการอุดตันของครีมหรือเครื่องสำอางต่างๆ ได้เข้าไปอุดรูขุมขน ทำให้เกิดเป็นสิว และครีมบางยี่ห้อยังผสมสารสเตียรอยด์ซึ่งก่อให้เกิดการแพ้ที่ใบหน้าตามมา อย่างไม่จบสิ้น สิวประเภทนี้จะเป็นสิวที่รักษาได้ยากที่สุดและต้องใช้เวลา เพราะสารเคมีต่างๆได้เข้าไปอุดตันอยู่และเกิดการสะสมเป็นเวลานาน เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้และเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้ เกิดสิวและต้องเริ่มต้นรักษาอย่างจริงจัง

การดูแลรักษาผิวหน้าที่เป็นสิว

การล้างหน้าให้สะอาดถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลใบหน้าที่เป็นสิว เราควรล้างหน้าวันละสองครั้งและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับคนเป็นสิวโดยเฉพาะ นอกจากนี้การกินยังเป็นสาเหตุสำคัญ เราต้องลดของทอด ของมัน ที่จะเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว และควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อให้ล้างกายสามารถขับสิ่งสกปรกออกมาได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้แล้ว หากการดูแลด้วยตนเองไม่ได้ผล เราควรจะเข้าพบแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาสิวโดยเฉพาะ ก็จะเป็นทางรักษาสิวที่ดีที่สุด